ยูโร 2020

มันส์ทะลุปรอท! กลุ่ม F รัวประตู ผสมดราม่า ปิดท้ายรอบแบ่งกลุ่มยูโร 2020

ปิดฉากรอบแบ่งกลุ่มยูโร 2020 อย่างสุดมันส์ สำหรับกลุ่ม F ด้วยการก่อดราม่าขึ้นมาทั้ง 2 สนาม จนทำให้แฟนบอลที่อุตส่าห์อดหลับอดนอน ถึงกับอะดรีนาลีนหลั่งระหว่างนั่งรับชม

โดยจะขอกล่าวถึงคู่แรกก่อนนั่นก็คือการพบกันของโปรตุเกส และฝรั่งเศส ซึ่งเกมนี้โรนัลโด้ ก็ไม่รอช้าปล่อยของซัดจุดโทษให้ทีมออกนำไปก่อน พร้อมกับส่งทีมรั้งจ่าฝูงของกลุ่มทันทีหากเก็บชัยชนะไปได้ แต่ปรากฏว่าเล่นไปเล่นมา ฝรั่งเศส กลับเป็นฝ่ายพลิกแซงนำ 2-1 จากการยิงของคาริม เบนเซม่า

ขณะที่อีกคู่ที่แข่งในเวลาเดียวกัน

ฮังการี นั้นก็ทำช็อกออกนำก่อน 1-0 ในขณะเดียวกันโรนัลโด้ ก็ซัดจุดโทษพาโปรตุเกส ไล่เจ๊าฝรั่งเศส ก่อนที่เยอรมัน จะยิงตีเสมอได้ 1-1 ซึ่งหลังจากที่เยอรมัน ตีเสมอได้ไม่นาน ได้สำเร็จ ส่วนเยอรมัน นั้นแต่ก็มิวายโดนฮังการี กลับมาแซงนำอีกรอบ ภายในเวลาไม่กี่วินาที

แต่สุดท้ายเทพีแห่งโชคก็ยังเข้าข้างเยอรมัน หลังโกเรทซ์ก้า สวมบทฮีโร่ ยิงตีเสมอ 2-2 ก่อนหมดเวลา 6 นาที ส่งผลให้ทีมผงาดขึ้นมาจบรองแชมป์กลุ่ม พร้อมส่งโปรตุเกส ร่วงไปอยู่อันดับ 3 แต่ก็เข้ารอบในฐานะทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุดอยู่ดี ขณะที่ฝรั่งเศส นั้นลอยลำเข้ารอบด้วยฐานะแชมป์กลุ่ม ทิ้งฮังการี่ นอนจมบ๊วยตกรอบไปอยู่ทีมเดียว

เยอรมัน ของโยอาคิม เลิฟ

นั้นเหนื่อยน่าดูกว่าจะเอาตัวรอดจาก ฮังการี ที่วันนี้เล่นบอลมีวินัยสุดๆ แถมยังสวนกลับได้เฉียบคมในทุกจังหวะ

พูดได้ว่าฮังการี่ ที่ทีแรกใครๆก็มองเป็นตัวแจกแต้มให้ทุกทีม สามารถลบคำสบประมาทและสร้างความหนักใจให้เพื่อนร่วมทีมทั้ง 3 ทีมได้ตลอดจริงๆ และแม้จะตกรอบไปแต่ก็ถือว่าชนะใจคนดู

ส่วนเหตุการณ์ในคู่ ฝรั่งเศส กับ โปรตุเกส นั้นไม่พูดถึงไม่ได้เลยกับดราม่าจุดโทษ ถึง 3 ลูกซึ่งไม่พบเจอมานานแล้วในบอลทีมชาติรายการใหญ่ๆแบบนี้

อันโตนิโอ มาเตว ผู้ตัดสินชาว สเปน

ในเกมนี้ถือว่าทำหน้าที่ตัดสินได้น่าผิดหวัง เพราะแม้จุดโทษจังหวะแรกที่ อูโก้ ญอริส ถึงบอลช้ากว่า ดานิโล่ ชัดเจน จนทำให้ศอกไปโดนใส่หน้าใส่ซึ่งถือว่าอันตรายมากๆ จะตัดสินได้อย่างเหมาะสม แต่จุดโทษที่เป่าให้ฝรั่งเศส นั้นน่าผิดหวังสุดๆ เพราะตามหลักแล้ว กรรมการส่วนใหญ่คงจะไม่มีใครมอบจุดโทษให้ทั้งนั้น

โดยจังหวะนี้บอลมันลอยโด่งมาสูงเกินไป ซึ่งยังไงนักเตะทั้งหมดก็เล่นไม่ได้อยู่แล้ว และที่สำคัญบอลจังหวะนี้ไม่มีใครอยู่ในสถานการณ์ที่ได้เปรียบเสียเปรียบอะไรกันเลย
ซึ่งผมมั่นใจว่าตอนที่เอ็มบัปเป้ ล้มตอนนั้น ตัวเขาเองก็คงไม่รู้ว่าบอลอยู่ตรงไหนเช่นกัน

แต่หากลองเปลี่ยนเป็นการเปิดบอลจากด้านข้างมาที่จุดนัดพบแล้ว เอ็มบาปเป้ ซึ่งมีคิวต้องพุ่งเข้าชาร์จ ถูกบังไม่ให้เข้าถึงบอล แบบนี้ซิถึงค่อยน่ามอบจุดโทษให้ โดยจุดโทษลูกนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของฝรั่งเศส เพราะเกิดขึ้นในช่วงทดเจ็บ ที่กำลังจะหมดครึ่งแรกอยู่แล้ว ซึ่งคาริม เบนเซม่า ก็ยิงเข้าไปอย่างเฉียบคมพาทีมตีเสมอไปได้

ส่วนจังหวะจุดโทษลูกที่ 3 ของเกมที่โรนัลโด้ ยิงเข้าไปนั้น ชูลส์ คุนเด้ ผิดชัดเจน หลังจงใจกางมือ เพื่อทำตัวให้ใหญ่ ดังนั้นเมื่อบอลโดนมือจากจังหวะเปิด ก็ไม่มีตัวเลือกใดๆแล้วนอกจากต้องเป่าเป็นจุดโทษเท่านั้น

แฟร์นานโด ซานโตส กุนซือโปรตุเกส

เองก็ควรได้รับคำชมไม่น้อย หลังดร็อปวิลเลียม คาร์วัลโญ่ กับ บรูโน่ แฟร์นานเดส 2 กองกลางฟอร์มตกไปนั่งเป็นตัวสำรอง และให้ เจา มูตินโญ่ กับ เรนาโต้ ซานเชส ลงแทน หลังเกมที่แพ้ เยอรมัน ทั้งบรูโน่ และคาร์วัลโญ่ ต่างคุมกลางไม่อยู่จนทำให้โดนเจาะง่าย จนเป็นเหตุให้แพ้ไป

การเปลี่ยนคู่กลาง ทำให้เกมแดนกลางของโปรตุเกสดีขึ้นจริงๆ โดยเฉพาะ เรนาโต้ ที่ยิ่งเล่นยิ่งมั่นใจ ครองบอลสู้กับ ก็องเต้ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ จนทำให้ทีมไม่เพลี่ยงพล้ำยามครองบอลกลางสนาม

นอกจากนั้นแล้วอีก 1 ไฮไลท์สำคัญคือการกลับมาเจอกันของ 2 คู่ซี้ คาริม เบนเซม่า และ คริสติอาโน่ โรนัลโด้ อดีตสองประสานแห่งเรอัล มาดริด ที่เกมนี้ต่างฝ่ายต่างยิงกันไปคนละ 2 ลูก และแลกเสื้อกันตั้งแต่ตอนพักครึ่ง พร้อมแสดงความรักออกมา อย่างไม่อายต่อกัน ต่อหน้าแฟนบอลในสนาม และทั่วโลกอีกนับล้านๆคน

เกมนี้เบนเซม่า เองก็ยิงประตูให้ทีมชาติ ได้เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 5 ปี และนั่นจะทำให้เขามีความมั่นใจเต็มถังก่อนพาทีมลุยต่อในรอบน็อกเอาท์

ขณะที่โรนัลโด้ เองการทำ 2 ประตูในเกมนี้ก็ช่วยส่งให้เขาขึ้นแท่นนักเตะที่ทำประตูในทีมชาติมากที่สุดเท่า อาลี ดาอี ของ อิหร่าน เรียบร้อยแล้วที่ 109 ประตู และคาดว่าภายในทัวร์นาเม้นท์นี้ เจ้าตัวจะทำลายสถิติ พร้อมก้าวขึ้นไปครองบัลลังก์ดาวซัลโวสูงสุดทีมชาติตลอดกาลได้แต่เพียงผู้เดียว

สุดท้ายแล้วขอสรุปทีมเข้ารอบทั้งสามทีม  

โดยฝรั่งเศส เข้ารอบแบบแชมป์กลุ่ม ทำให้พวกเขาเจองานเบา ด้วยการเข้าไปเจอกับ สวิสเซอร์แลนด์ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย สวนทางกับเยอรมัน ซึ่งจบอันดับ 2 ต้องไปเจอกับทีมฟอร์มร้อนอย่าง อังกฤษ และ โปรตุเกส ที่ผ่านเข้ารอบเป็นอันดับ 3 ต้องดวลกับทีมเบอร์ 1 ของโลกอย่าง เบลเยียม